ทำไมสำคัญต่อธุรกิจไทย
ลูกค้าต่างประเทศเริ่มขอ Carbon Data อย่างจริงจัง Scope 3 ถูกใช้เป็นเกณฑ์หลักในการคัดเลือก Supplier ไม่มีข้อมูล = เสียโอกาสทางธุรกิจ Carbon Data = ใบผ่านทาง เข้าสู่ Supply Chain
Skip to content
ลูกค้าต่างประเทศเริ่มขอ Carbon Data อย่างจริงจัง Scope 3 ถูกใช้เป็นเกณฑ์หลักในการคัดเลือก Supplier ไม่มีข้อมูล = เสียโอกาสทางธุรกิจ Carbon Data = ใบผ่านทาง เข้าสู่ Supply Chain
ลูกค้าและ Supply Chain เริ่มถามตัวเลขอย่างจริงจัง ต้นทุนพลังงาน ความเสี่ยงธุรกิจ ที่ต้องบริหารจัดการ Carbon กลายเป็นตัวแปรทางการเงิน ในงบดุล กฎหมายและการค้าระหว่างประเทศ ผูกกับคาร์บอน มากขึ้น ใครวัดได้ก่อน บริหารได้ก่อน ได้เปรียบก่อน
สะท้อน ประสิทธิภาพพลังงาน (Energy Efficiency)ที่แท้จริง เปิดเผย ต้นทุนที่ซ่อนอยู่(Hidden Costs)ในกระบวนการผลิต ใช้ บริหารความเสี่ยง (Risk Management) จากกฎระเบียบโลก ใช้ข้อมูลเพื่อ ตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ (Strategic Decision Making)
Carbon Footprint มีไว้เพื่อ "วัดผลและตรวจสอบ" สถานะปัจจุบันขององค์กร เพื่อหาจุดที่ปล่อยคาร์บอนสูงสุด (Hotspot) และนำไปวางแผนลดต้นทุนหรือลดความเสี่ยงทางธุรกิจ
ปริมาณเชื้อเพลิง (ลิตร) × ค่าสัมประสิทธิ์การปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Emission Factor หรือ EF) = ปริมาณคาร์บอน (kgCO₂eq) โดยระบบรองรับการคำนวณ 2 แบบ คือ คำนวณประมาณการจาก ระยะทาง (อ้างอิงอัตรากินน้ำมันมาตรฐาน) หรือ คำนวณจาก ประวัติการเติมน้ำมันจริง (แม่นยำกว่า) 2 วิธีการคำนวณจากประมาณการแม่นยำ วิธีที่ 1 คำนวณจากระยะทางและประเภทยานพาหนะ ระยะทางการวิ่ง(Distance) ÷ อัตราการสิ้นเปลือง(Consumption Rate) = ข้อมูลการใช้เชื้อเพลิง(Fuel Usage Data) วิธีที่ 2 คำนวณจากประวัติการเติมเชื้อเพลิงจริง ต้องมีการบันทึกการเติมเชื้อเพลิงโดยผู้ใช้งาน สามารถระบุประเภทเชื้อเพลิงที่เจาะจงได้ (เช่น Gasohol E20) เพื่อค่า EF ที่แม่นยำกว่า
วิเคราะห์จุดปล่อยสูงสุด (Hotspot Analysis) : เพื่อให้รู้ว่ากิจกรรมใดในบริษัทปล่อยคาร์บอนมากที่สุด จะได้วางแผนลดได้อย่างตรงจุด ลดต้นทุน : ค่าคาร์บอนมักแปรผันตรงกับค่าพลังงาน หากลดคาร์บอนได้ ก็มักจะหมายถึงการลดค่าไฟหรือค่าน้ำมันได้ด้วย ความสามารถในการแข่งขัน : ใช้ตอบคำถามลูกค้าหรือคู่ค้า (Supply Chain) ที่ต้องการทราบตัวเลขคาร์บอน และรองรับมาตรการกีดกันทางการค้าในอนาคต (เช่น ภาษีคาร์บอน)
Scope 1 (ทางตรง): การปล่อยก๊าซจากกิจกรรมที่องค์กรเป็นเจ้าของหรือควบคุมโดยตรงเช่น การใช้น้ำมันเชื้อเพลิงในรถยนต์ของบริษัท, การรั่วไหลของสารทำความเย็น (แอร์),หรือการใช้เครื่องปั่นไฟ Scope 2 (พลังงานที่ซื้อมา): การปล่อยก๊าซทางอ้อมจากการซื้อพลังงาน เช่น ไฟฟ้า, ไอน้ำ,หรือความร้อนที่องค์กรซื้อเข้ามาใช้ Scope 3 (ทางอ้อมอื่นๆ): การปล่อยในห่วงโซ่อุปทานทั้งหมด เช่น การได้มาซึ่งวัตถุดิบ,การขนส่งสินค้าโดยจ้างภายนอก, การเดินทางมาทำงานของพนักงาน, หรือการกำจัดขยะ(ส่วนนี้มักควบคุมยากที่สุดแต่มีปริมาณมากที่สุด)
คือ ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Greenhouse Gases) ทั้งหมดที่ปล่อยออกมาจากกิจกรรมขององค์กรหรือผลิตภัณฑ์ โดยวัดผลในช่วงเวลา 1 ปี มีหน่วยวัดเป็น "ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า" (tCO₂eq) สาเหตุที่ใช้คำว่า "เทียบเท่า" เพราะก๊าซเรือนกระจกมีถึง 7 ชนิด (เช่น มีเทน, ไนตรัสออกไซด์, สารทำความเย็น) แต่ถูกแปลงค่าให้เป็นหน่วยเดียวกับคาร์บอนไดออกไซด์เพื่อให้ง่ายต่อการวัดผล เปรียบเทียบให้เห็นภาพ: คาร์บอนฟุตพริ้นท์เปรียบเสมือน "เอกสารทางการเงิน" หรือ "สมุดบัญชีรายจ่าย" ที่บันทึกว่าองค์กรเราสร้างภาระ (ขยะคาร์บอน) ไว้เท่าไหร่ ซึ่งต่างจาก Carbon Credit ที่เป็นเหมือนสินทรัพย์หรือแต้มความดี