FAQ (Carbon Footprint)

ทำไมสำคัญต่อธุรกิจไทย

โดย |2026-03-06T10:57:14+07:00มีนาคม 6th, 2026||

ลูกค้าต่างประเทศเริ่มขอ Carbon Data อย่างจริงจัง Scope 3 ถูกใช้เป็นเกณฑ์หลักในการคัดเลือก Supplier ไม่มีข้อมูล = เสียโอกาสทางธุรกิจ Carbon Data = ใบผ่านทาง เข้าสู่ Supply Chain

ทำไมองค์กรหลีกไม่ได้กับเรื่อง Carbon

โดย |2026-03-06T10:55:33+07:00มีนาคม 6th, 2026||

ลูกค้าและ Supply Chain เริ่มถามตัวเลขอย่างจริงจัง ต้นทุนพลังงาน ความเสี่ยงธุรกิจ ที่ต้องบริหารจัดการ Carbon กลายเป็นตัวแปรทางการเงิน ในงบดุล กฎหมายและการค้าระหว่างประเทศ ผูกกับคาร์บอน มากขึ้น ใครวัดได้ก่อน บริหารได้ก่อน ได้เปรียบก่อน

ทำไม Cabon Footprint สำคัญต่อธุรกิจ

โดย |2026-03-06T09:54:39+07:00มีนาคม 6th, 2026||

สะท้อน ประสิทธิภาพพลังงาน (Energy Efficiency)ที่แท้จริง เปิดเผย ต้นทุนที่ซ่อนอยู่(Hidden Costs)ในกระบวนการผลิต ใช้ บริหารความเสี่ยง (Risk Management) จากกฎระเบียบโลก ใช้ข้อมูลเพื่อ ตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ (Strategic Decision Making)

วัตถุประสงค์และการใช้งาน Carbon Footprint

โดย |2026-03-05T14:52:34+07:00มีนาคม 5th, 2026||

Carbon Footprint  มีไว้เพื่อ "วัดผลและตรวจสอบ" สถานะปัจจุบันขององค์กร เพื่อหาจุดที่ปล่อยคาร์บอนสูงสุด (Hotspot) และนำไปวางแผนลดต้นทุนหรือลดความเสี่ยงทางธุรกิจ

การคำนวณในระบบ Forth Tracking สำหรับในระบบติดตามยานพาหนะ Carbon Footprint จะถูกคำนวณโดยใช้สูตร

โดย |2026-03-06T09:43:40+07:00มีนาคม 5th, 2026||

ปริมาณเชื้อเพลิง (ลิตร) × ค่าสัมประสิทธิ์การปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Emission Factor หรือ EF) = ปริมาณคาร์บอน (kgCO₂eq) โดยระบบรองรับการคำนวณ 2 แบบ คือ คำนวณประมาณการจาก ระยะทาง (อ้างอิงอัตรากินน้ำมันมาตรฐาน) หรือ คำนวณจาก ประวัติการเติมน้ำมันจริง (แม่นยำกว่า) 2 วิธีการคำนวณจากประมาณการแม่นยำ วิธีที่ 1 คำนวณจากระยะทางและประเภทยานพาหนะ ระยะทางการวิ่ง(Distance) ÷  อัตราการสิ้นเปลือง(Consumption Rate) = ข้อมูลการใช้เชื้อเพลิง(Fuel Usage Data) วิธีที่ 2 คำนวณจากประวัติการเติมเชื้อเพลิงจริง ต้องมีการบันทึกการเติมเชื้อเพลิงโดยผู้ใช้งาน สามารถระบุประเภทเชื้อเพลิงที่เจาะจงได้ (เช่น Gasohol E20) เพื่อค่า EF ที่แม่นยำกว่า

ประโยชน์ของการวัด Carbon Footprint

โดย |2026-03-05T14:10:39+07:00มีนาคม 5th, 2026||

วิเคราะห์จุดปล่อยสูงสุด (Hotspot Analysis) : เพื่อให้รู้ว่ากิจกรรมใดในบริษัทปล่อยคาร์บอนมากที่สุด จะได้วางแผนลดได้อย่างตรงจุด ลดต้นทุน : ค่าคาร์บอนมักแปรผันตรงกับค่าพลังงาน หากลดคาร์บอนได้ ก็มักจะหมายถึงการลดค่าไฟหรือค่าน้ำมันได้ด้วย ความสามารถในการแข่งขัน : ใช้ตอบคำถามลูกค้าหรือคู่ค้า (Supply Chain) ที่ต้องการทราบตัวเลขคาร์บอน และรองรับมาตรการกีดกันทางการค้าในอนาคต (เช่น ภาษีคาร์บอน)

การวัด Carbon Footprint แบ่งเป็น 3 ขอบเขตหลัก

โดย |2026-03-05T13:48:18+07:00มีนาคม 5th, 2026||

Scope 1 (ทางตรง): การปล่อยก๊าซจากกิจกรรมที่องค์กรเป็นเจ้าของหรือควบคุมโดยตรงเช่น การใช้น้ำมันเชื้อเพลิงในรถยนต์ของบริษัท, การรั่วไหลของสารทำความเย็น (แอร์),หรือการใช้เครื่องปั่นไฟ Scope 2 (พลังงานที่ซื้อมา): การปล่อยก๊าซทางอ้อมจากการซื้อพลังงาน เช่น ไฟฟ้า, ไอน้ำ,หรือความร้อนที่องค์กรซื้อเข้ามาใช้ Scope 3 (ทางอ้อมอื่นๆ): การปล่อยในห่วงโซ่อุปทานทั้งหมด เช่น การได้มาซึ่งวัตถุดิบ,การขนส่งสินค้าโดยจ้างภายนอก, การเดินทางมาทำงานของพนักงาน, หรือการกำจัดขยะ(ส่วนนี้มักควบคุมยากที่สุดแต่มีปริมาณมากที่สุด)

Carbon Footprint (คาร์บอนฟุตพริ้นท์) คืออะไร

โดย |2026-03-05T14:55:34+07:00มีนาคม 5th, 2026||

คือ ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Greenhouse Gases) ทั้งหมดที่ปล่อยออกมาจากกิจกรรมขององค์กรหรือผลิตภัณฑ์ โดยวัดผลในช่วงเวลา 1 ปี มีหน่วยวัดเป็น "ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า" (tCO₂eq) สาเหตุที่ใช้คำว่า "เทียบเท่า" เพราะก๊าซเรือนกระจกมีถึง 7 ชนิด (เช่น มีเทน, ไนตรัสออกไซด์, สารทำความเย็น) แต่ถูกแปลงค่าให้เป็นหน่วยเดียวกับคาร์บอนไดออกไซด์เพื่อให้ง่ายต่อการวัดผล เปรียบเทียบให้เห็นภาพ: คาร์บอนฟุตพริ้นท์เปรียบเสมือน "เอกสารทางการเงิน" หรือ "สมุดบัญชีรายจ่าย" ที่บันทึกว่าองค์กรเราสร้างภาระ (ขยะคาร์บอน) ไว้เท่าไหร่ ซึ่งต่างจาก Carbon Credit ที่เป็นเหมือนสินทรัพย์หรือแต้มความดี

Go to Top